ข้อมูลบริษัท
ลักษณะการประกอบธุรกิจ
นโยบายและภาพรวมการประกอบธุรกิจ
บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) (“เน็ตเบย์”) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยเน็ตเบย์เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้นและผู้บริหารของบริษัท ซอฟท์แวร์ลิ้งค์ จำกัด (“ซอฟท์แวร์ลิ้งค์”) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์ (e-Business) และบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (“INET”) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายแรกของประเทศไทย บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจด้านการคิดค้นสร้างสรรค์ และพัฒนา Digital Business Technology Platform และ e-Business Services Application ต่างๆ เพื่อให้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ (e-Business Services) ที่ครบวงจรระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) และระหว่างภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (B2B) ด้วยการให้บริการของบริษัทในกลุ่ม Digital Business Services
ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อตั้งเน็ตเบย์เมื่อปี 2547 โดยมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วเพียง 10 ล้านบาท บริษัทก็ได้มีการเพิ่มทุนมาโดยตลอดด้วยการนำเงินปันผลที่เกิดจากกำไรสุทธิทั้งสิ้นมาเพิ่มทุนถึง 160 ล้านบาท (ชำระเต็ม) และ ณ วันที่ 22 เมษายน 2557 บริษัทได้มีการเตรียมการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI โดยมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 200 ล้านบาทโดยการเพิ่มทุนจำนวน 40 ล้านบาทเพื่อนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2559 ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาทและเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระเต็ม 200 ล้านบาทแล้ว
เน็ตเบย์ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้คิดค้น สร้างสรรค์ และพัฒนา Digital Business Technology Platform ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Business Services) และนำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นแก่ผู้ใช้ในรูปแบบการให้บริการ (SaaS: Software as a Service) อย่างครบวงจรระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐ (B2G) ระหว่างภาคธุรกิจและภาคธุรกิจ (B2B) และระหว่างภาคเอกชนและประชาชนหรือผู้บริโภค (B2C) โดยผู้ประกอบการที่ใช้บริการระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้บริการของบริษัทตามวิสัยทัศน์ของบริษัท คือ Better Faster Cheaper และบริษัทจะเรียกเก็บค่าบริการต่อรายการธุรกรรม (Pay Per Transaction) หรือเป็นรายเดือน (Monthly Fee)
ระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทนำเสนอในรูปแบบการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆ เป็นไปในรูปแบบ SaaS (Software as a Service) อย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือการให้บริการที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบศูนย์ประมวลผล (Data Center) ระบบศูนย์ประมวลผลสำรอง (Disaster Recovery Center) ระบบซอฟต์แวร์ปฏิบัติการที่ใช้รองรับระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Platform as a Service) ที่บริษัทได้พัฒนาขึ้นระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเครือข่าย และการป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ สามารถเข้าถึงการบริการระบบสารสนเทศโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนที่สูง (Cheaper) มีระบบงานที่สามารถใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว (Faster) ไม่ต้องเสียเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดความยุ่งยาก (Better) ของหน่วยงานในการจัดหาระบบงาน ออกแบบระบบงาน พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษา ถือได้ว่าบริการของบริษัทถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยในระยะแรกได้มุ่งเน้นการให้บริการแก่กลุ่ม e-Logistics Community เป็นสำคัญ ซึ่งมีบทบาทในการช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กรของลูกค้าให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความเชื่อมโยงของข้อมูลและกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรบุคคลในงานที่มีต้นทุนสูงและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ บริการของบริษัทจึงนับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้แก่ลูกค้า พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของลูกค้าและของประเทศไทยโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เนื่องจากระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทพัฒนาและนำเสนอให้แก่ลูกค้า เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกค้าในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย จึงทำให้บริษัทมีรายได้ประจำจากการให้บริการอย่างต่อเนื่อง (Recurring Revenue) ซึ่งให้บริการระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทไม่มีภาระต้นทุนในสินค้าคงคลัง (Carrying Cost of Inventory) และค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปยังลูกค้าต่างๆ เช่นเดียวกับธุรกิจทั่วไป
โดยการให้บริการธุรกรรมออนไลน์ (e-Business Services) ของกลุ่มบริษัทเป็นรายได้จากกลุ่ม Digital Business Services รายละเอียดดังนี้
กลุ่ม Digital Business Services
เน็ตเบย์เป็นผู้ให้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ (B2G) และธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาคเอกชนและภาคเอกชน (B2B) ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มบริการ Digital Business Services ของบริษัทจะให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นกลุ่ม e-Logistics Community ในลักษณะให้เลือกใช้บริการหลักระหว่างการให้บริการพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Customs Paperless) หรือ ระบบผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของเร่งด่วน (e-Express) ซึ่งผู้ใช้บริการหลักของ e-Logistics Community คือ ผู้ให้บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า กลุ่มชิปปิ้ง กลุ่ม Freight Forwarder กลุ่มสายเรือ กลุ่มขนส่งทางอากาศ และอื่นๆ ตลอดจนสามารถใช้บริการ e-Payment บน Platform เดียวกัน โดยจะมีการชำระค่าภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Customs e-Payment) เป็นการให้บริการเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า อีกทั้งบริษัทยังให้บริการระบบรายงานบัญชีสินค้า เข้า/ออกแบบไร้เอกสาร (e-Manifest) โดยผู้ใช้บริการหลักคือ ผู้ประกอบการที่เป็นสายการบิน (Terminal Operator) สายเรือ ตัวแทนสายเรือและผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางบกที่มีหน้าที่ต้องรายงานบัญชีสินค้าคงเหลือกับกรมศุลกากรอีกด้วย นอกจากนี้บริษัทยังเป็นผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (e-Manifest ทางเรือ) และใบกำกับการขนย้ายสินค้าผ่านระบบ NSW ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง) เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือจากกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรม e-Logistics Community ที่กล่าวตามข้างต้น บริษัทยังเป็นผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลธุรกรรมการออกหนังสือค้ำประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคารและกรมบัญชีกลาง (e-GP Portal service) และ เป็นผู้ให้บริการจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูลใบกำกับภาษีและใบรับทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice and e-Receipt) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากร รวมถึงเป็นผู้ให้บริการระบบการจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูล ภพ.10 สำหรับขอคืนภาษีให้นักท่องเที่ยวทางอิเล็กทรอนิกส์ (VAT Refund for Tourist) อีกด้วย บริษัทเป็นผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลธุรกรรมสำหรับการออกหนังสือค้ำประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคารและกรมบัญชีกลาง (e-GP Portal Service) รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการระบบจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice and e-Receipt) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถจัดทำและนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการระบบจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูลแบบ ภ.พ.10 ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourists) ซึ่งนับเป็นการต่อยอดการให้บริการแก่ผู้ประกอบการในกลุ่มค้าปลีก (Retail) ให้สามารถนำข้อมูลจากใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการจัดทำเอกสารเพื่อการขอคืนภาษีได้อย่างถูกต้อง สะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ “AI-BOX” ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในหลากหลายประเภทธุรกิจด้านการบริหารจัดการเอกสารให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายครอบคลุมผู้ประกอบการในกลุ่มค้าปลีก (Retail) ธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) และกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics) เป็นต้น โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.i-box.app
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจให้สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ต้นทุนการให้บริการที่เหมาะสมและสมเหตุสมผล
นอกจากนี้บริษัทเน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) ยังถือหุ้นในบริษัทเคลาด์ ครีเอชั่น จำกัด (“เคลาด์ ครีเอชั่น”) และบริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด (“ฟินเน็ต เวนเจอร์ส”) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้ว โดยเคลาด์ ครีเอชั่น ประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการตัวกลางในการรับ-ส่งข้อมูล การรายงานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมต่อระบบตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงินและรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด และให้บริการระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อส่งรายงานธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ETR Gateway) และฟินเน็ต เวนเจอร์ส จะเน้นให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม AML & IT Compliance Solution แบบครบวงจร ซึ่งเป็นการพัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นจากบริการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและประกาศของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ในการนำส่งรายงานต่างๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สำนักงาน ปปง. รวมถึงกระบวนการตรวจสอบระบุตัวตนของลูกค้าผู้ทำธุรกรรมให้กับกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร บริษัทประกันชีวิต ประกันวินาศภัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) บริษัท ไฟแนนซ์ เป็นต้น โดยครอบคลุมถึงการให้บริการระบบจัดทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเชื่อมต่อการชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp Duty) กับกรมสรรพากร และบริการอื่นๆ เพื่อให้บริการกับกลุ่มสถาบันการเงิน และผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือกลุ่มผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีตระหนักถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริการดังกล่าวข้างต้น และความต้องการนำ IT Compliance เข้าไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับการทำงานให้องค์กร และรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง