COMPANY BACKGROUND

ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญ

บริษัท ตาชำนิ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท” หรือ “ตาชำนิ”) จดทะเบียนจัดตั้งขึ้น ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2535 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นจำนวน 500,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 50,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยกลุ่มผู้ก่อตั้งหลักของบริษัทประกอบด้วยนายชำนิ ทิพย์มณี (“คุณชำนิ”) และนางสาวสุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์ (“คุณสุวรรณี”) เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตภาพนิ่งสำหรับสื่อโฆษณาเป็นหลัก โดยมีคุณชำนิเป็นช่างภาพคนเดียวของบริษัทในช่วงแรก ในขณะที่คุณสุวรรณีเป็นโปรดิวเซอร์หลัก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลภาพรวมกระบวนการผลิต (Production) และติดต่อประสานงานกับลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยชื่อเสียงและความสามารถด้านการถ่ายภาพของคุณชำนิ ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการโฆษณา

โดยบริษัทมีพัฒนาการที่สำคัญ รายละเอียดดังนี้



  • 2535

    บริษัท ตาชำนิ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นวันที่ 16 ตุลาคม 2535 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นจำนวน 500,000 บาท แบ่งออก เป็นหุ้นสามัญจำนวน 50,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตภาพนิ่งสำหรับสื่อโฆษณาเป็นหลัก

  • 2540

    บริษัทมีความประสงค์ที่จะขยายธุรกิจ คุณสุวรรณีจึงเริ่มชักชวนช่างภาพท่านอื่นเข้ามาร่วมงานกับบริษัท เช่น นายวิทยา มารยาท และนายฉัตรชัย ชัยเทอดศิริ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพหลายแขนงเพื่อให้บริษัทสามารถผลิตงานได้มากขึ้น และรองรับความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายรูปแบบมากกว่าเดิม อีกทั้งเริ่มย้ายที่ทำการบริษัทมาที่อาคาร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทั้งสำนักงานของบริษัท ณ ปัจจุบัน และเป็นสตูดิโอที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง

  • 2542

    บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 4.50 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 450,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ส่งผลให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 5.00 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ

  • 2544

    บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานจากรูปแบบอนาล็อก (Analog) เช่น การใช้กล้องฟิล์มสำหรับการถ่ายภาพ มาเป็นระบบการทำงานแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทเริ่มให้บริการผลิตภาพนิ่งครบวงจร (One-Stop Service) ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมงานก่อนการผลิต (Pre-Production) การผลิต (Production) และการเก็บรายละเอียดหลังการผลิต (Post-Production) รวมถึงเริ่มให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยเน้นขยายฐานลูกค้าแถบเอเชีย เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน (“ประเทศจีน”) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (“ประเทศเวียดนาม”) และสาธารณรัฐสิงคโปร์ (“ประเทศสิงคโปร์”) เป็นต้น